2559 - 2562
จุดเริ่มต้น
ตุลาคม 2559
โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะเริ่มมาจากโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” โดยศูนย์อำนวยการบริหารจัดการชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในวันที่ 4 ตุลาคม 2559
พฤษภาคม 2562
มีมติคณะรัฐมนตรีขยายโครงการเมืองต้นแบบและผลักดันอำเภอจะนะ จ.สงขลา เป็น “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 และได้อนุมัติงบลงทุน 18,680 ล้านบาท โดยมีศอ.บต. เป็นผู้ขับเคลื่อนโครงการ ขณะที่ผู้ลงทุนหลักคือสองบริษัทเอกชน ได้แก่ TPIPP และ IRPC
รายละเอียดโครงการ
โครงการ “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” กินพื้นที่ 16,753 ไร่ ประกอบด้วย ท่าเรือน้ำลึก เขตอุตสาหกรรมเกษตร นิคมอุตสาหกรรมหนักไปจนถึงเบา โรงผลิตไฟฟ้า เขตอุตสาหกรรมต่อเนื่องกับกิจกรรมหลังท่าเรือ เขตอุตสาหกรรมศูนย์รวมและกระจายสินค้า
2563
ความขัดแย้งเวทีรับฟังความเห็น
พฤษภาคม 2563
มีเสียงคัดค้านโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะจากคนในพื้นที่ เนื่องจากเกรงว่าจะสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ทะเล และวิถีชีวิตของคนในชุมชน โดยมี “เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น” ซึ่งนำโดย ไครียะห์ ระหมันยะ เยาวชนชุมชนบ้านสวนกง ในอำเภอจะนะ และคนในอำเภอเคลื่อนไหวคัดค้าน
ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2563 เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นเดินทางไปยื่นหนังสือที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา ให้ยกเลิกการจัดเวทีประชุมรับฟังความคิดเห็นที่จะเกิดขึ้น ในวันที่ 13-20 พฤษภาคม 2563 ผนวกกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การรับฟังความเห็นถูกเลื่อนออกไปเป็นเดือนกรกฎาคม
กรกฎาคม 2563
วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 - ไครียะห์ ระหมันยะและเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นเดินทางจากสงขลาถึงกรุงเทพฯ เพื่อยื่นหนังสือที่สำนักนายกรัฐมนตรี ให้ยกเลิกมติ ครม. ในการเปลี่ยนจะนะเป็นนิคมอุตสาหกรรม พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบการทำงานของ ศอ.บต. และเลื่อนเวทีรับฟังความเห็นไปก่อน
วันที่ 11 กรกฎาคม - ยังคงมีการจัดเวทีรับฟังความเห็นที่โรงเรียนจะนะวิทยาและอบต.ตลิ่งชัน โดยมีรายงานว่า มีการคุกคามผู้ไม่เห็นด้วยกับโครงการก่อนเวทีจะเกิดขึ้น และในวันรับฟังความเห็น มีการระดมกำลังตำรวจกว่า 1,000 นายเข้ามาในพื้นที่การจัดเวที โดยอ้างว่าเพื่อรักษาความสงบ
ระหว่างจัดประชุม เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นและประชาชนที่ไม่เห็นด้วยบางส่วนถูกสกัดไม่ให้เข้าร่วมเวที จึงมีการจัดกิจกรรมอยู่ภายนอกและออกแถลงการณ์คัดค้าน โดยใจความหลักๆ คือการตั้งข้อสงสัยถึงความโปร่งใสของโครงการ และเวทีรับฟังความเห็นที่มีการปิดกั้นและขัดขวางผู้เห็นต่าง
หลังเวทีรับฟังความเห็น เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นยังคงประกาศจุดยืนคัดค้านโครงการเมืองอุตสาหกรรมจะนะ โดยให้เหตุผลสามข้อหลักๆ
1. โครงการนิคมฯจะนะมีการดำเนินโครงการอย่างรวบรัดตัดขั้นตอน โดยอนุมัติงบประมาณก่อน แล้วจึงมาจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นภายหลัง
2. มีการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน โดยใช้ ศอ.บต. ซึ่งกุมอำนาจบริหารราชการและความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นกลไกขับเคลื่อน
3. โครงการนี้จะสร้างความเสียหายกับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างมหาศาลในอนาคต
สิงหาคม 2563
โครงการยังคงเดินหน้าต่อไปแม้มีการคัดค้านของคนในพื้นที่ โดยในวันที่ 18 สิงหาคม 2563 ครม. มีมติรับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และให้กรมโยธาธิการเร่งแก้ไขผังเมือง
กันยายน 2563
ต่อมา ในวันที่ 28 กันยายน 2563 คณะกรรมการผังเมืองรวมจังหวัดสงขลามีมติเห็นชอบเปลี่ยนผังเมืองให้บางส่วนของ อ. จะนะ จากพื้นที่สีเขียว/สีเขียวอ่อนเป็นสีม่วงเพื่อรองรับโครงการเมืองอุตสาหกรรมจะนะ
ธันวาคม 2563
เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นเดินทางกลับมาที่กรุงเทพฯ และชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลในเดือนธันวาคมปี 2563 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลระงับโครงการ โดยแถลงการณ์ในวันที่ 10 ธ.ค. 2563 ประกอบด้วยข้อเรียกร้อง 3 ข้อ
1. รัฐบาลจะตรวจสอบกระบวนการดําเนินงานของศูนย์อํานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ถึงความไม่ปกติของโครงการทั้งหมด
2. รัฐบาลจะจัดให้มีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) แบบมีส่วนร่วม ซึ่งจะมีคณะศึกษาอันเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เพื่อให้รัฐบาลมีเหตุผลทางวิชาการประกอบการตัดสินใจเดินหน้าหรือยุติโครงการต่อไป
3. รัฐบาลสัญญาว่าจะยุติการดําเนินงานทุกอย่างไว้ก่อนจนกว่าการดําเนินการในข้อ 1 และ ข้อ 2 จะแล้วเสร็จ
หลังชุมนุมต่อเนื่องหลายวัน รัฐบาลได้ส่งตัวแทนมาพูดคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุม ต่อมามีการนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติให้ชะลอเรื่องการพิจารณาแก้ผังเมืองออกไปก่อน และตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาผลกระทบต้นแบบนิคมอุตสาหกรรม โดยมีการลงนามในบันทึกข้อตกลงผลการเจรจาการแก้ไขปัญหาระหว่างตัวแทนรัฐบาลและเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น
ธันวาคม 2564
ทวงสัญญา
6 ธันวาคม 2564
แม้จะตกปากรับคำ แต่ในปี 2564 กลับยังคงมีการเดินหน้าโครงการ ในวันที่ 6 ธันวาคม เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นจึงเดินทางมาชุมนุมเพื่อ “ทวงสัญญา” ที่รัฐบาลได้ให้ไว้ในเดือนธันวาคมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล
แต่ในเวลาประมาณ 21.00 น ตำรวจควบคุมฝูงชนกลับนำกำลังเข้าสลายการชุมนุม มีการจับกุมผู้ชุมนุมประมาณ 50 คนขึ้นรถผู้ต้องขัง ก่อนนำไปคุมตัวไว้ที่สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต และได้รับการปล่อยตัวในวันรุ่งขึ้น
หลังได้รับการปล่อยตัว เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นกลับปฏิเสธที่จะเดินทางกลับ และปักหลักชุมนุมค้างคืนที่หน้าองค์การสหประชาชาติ บริเวณถนนราชดำเนินนอก
13 ธันวาคม 2564
จะนะรักษ์ถิ่นเดินเท้าไปที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องให้รัฐบาลรักษาสัญญาที่ได้ให้ไว้ ในการตรวจสอบความโปร่งใสของ ศอ.บต. จัดให้มีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และต้องยุติการดำเนินการทั้งหมดไว้ก่อนจนกว่าจะดำเนินการตามข้อ 1 และ 2 แล้วเสร็จ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการดำเนินคดีกับเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นทั้ง 37 คน
14 ธันวาคม 2564
คณะรัฐมนตรีมีมติชะลอโครงการนิคมฯจะนะ ไว้ก่อน เพื่อรอทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ซึ่งจะมีผลให้หยุดเวทีรับฟังความคิดเห็นในภาคใต้ทั้งหมดทันที จนกว่าผลการประเมินสิ่งแวดล้อมจะแล้วเสร็จ
2565
หมายเรียกถึงจะนะ
มกราคม 2565
จะนะรักษ์ถิ่นได้รับหมายเรียกให้มารายงานตัว โดย ไครียะห์ ได้รับหมายเรียกจากสน. ปทุมวัน ข้อหาฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่ชาวบ้านจะนะอีก 37 คน ต้องเข้ารายงานตัวกับสน. ดุสิต กรณีถูกสลายการชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 6 ธันวาคม 2564
กันยายน 2565
ไครียะห์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า "อัยการศาลแขวงดุสิตแจ้งว่าคดีอาญากรณีการชุมนุมเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 ซึ่งเดิมมีนัดฟังคำสั่งในวันที่ 23 กันยายน โดยอัยการแจ้งว่า คดีนี้อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 37 คน"